HOT NEWS

จะยุติเอดส์ได้หรือ ?

        หัวข้อการบรรยายหัวข้อแรกในการอบรม HIV Medicine ครั้งที่ 20 ที่จัดโดย HIV-NAT ศูนย์วิจัยโรคเอดส์ สภากาชาดไทย ในวันที่ 17 มกราคม 2561 คือเรื่อง “Can We End HIV?” ซึ่งบรรยายโดยศาสตราจารย์กิตติคุณนายแพทย์ประพันธ์ ภานุภาค

ศาสตราจารย์นายแพทย์ประพันธ์บอกกับผู้เข้าร่วมการอบรมอย่างมั่นใจว่าทุกประเทศในโลก ไม่ว่ารวยหรือจน สามารถจะยุติปัญหาเอดส์ในประเทศได้ ถ้าทุกภาคส่วนเอาจริง และร่วมมือกันอย่างขมักเขม่น เพราะเรารู้ว่าจะทำอย่างไรที่จะทำให้ผู้ติดเชื้อรายใหม่ลดลง และผู้เสียชีวิตลดลงจนเกือบเป็นศูนย์หรือไม่มีได้

วิธีการในการยุติปัญหาเอดส์เริ่มต้นที่การรักษาด้วยยาต้านไวรัสเอดส์ ผู้ติดเชื้อทั่วโลกในปัจจุบันสามารถเข้าถึงยาต้านไวรัสเอดส์ได้เกือบทุกคน ตั้งแต่วันแรกที่รู้ว่าติดเชื้อ โดยไม่ต้องรอให้ภูมิต้านทานต่ำลงก่อน หรือมีอาการก่อนเหมือนอย่างในอดีต หลังได้รับการรักษา คนที่ป่วยก็จะมีอาการดีขึ้น คนที่ยังไม่ป่วยก็จะไม่ป่วย และมีอายุยืนยาวเหมือนคนทั่วไป หรือพูดง่ายๆคือไม่มีคนตายจากเอดส์อีกแล้ว และเมื่อกินยาเกิน 6 เดือนขึ้นไป กว่าร้อยละ 95 ของผู้ติดเชื้อจะมีปริมาณเชื้อในเลือดและในน้ำคัดหลั่งต่างๆเหลือน้อยมาก หรือที่เรียกว่าตรวจไม่เจอ ปริมาณเชื้อน้อยๆก็จะไม่สามารถแพร่เชื้อต่อให้คนอื่นได้  โดยมีหลักฐานจากการศึกษาทั่วโลกพบว่าไม่พบมีคู่ของคนที่ติดเชื้อที่รักษาด้วยยาต้านไวรัสฯอย่างได้ผลเกิดการติดเชื้อขึ้นมาแม้เพียงคนเดียว ทั้งๆที่หลายคู่ก็ไม่ได้ใส่ถุงยางอนามัยทุกครั้งที่มีเพศสัมพันธ์กัน นำไปสู่สโลแกนที่โด่งดังทั่วโลกว่า “Undetectable = Untransmittable, U=U หรือ ไม่เจอ=ไม่แพร่”  ซึ่งมีส่วนในการลดการตีตราและรังเกียจผู้ติดเชื้อลงได้ระดับหนึ่ง

แต่ก่อนที่จะไปรับการรักษาด้วยยาต้านฯก็ต้องรู้ว่าติดเชื้อก่อน ดังนั้น การตรวจหาการติดเชื้อแต่เนิ่นๆก่อนที่เขาจะไปแพร่เชื้อให้กับคนอีกมากมายโดยไม่รู้ตัว จึงมีความสำคัญไม่ยิ่งหย่อนกว่าการรักษาในการที่จะยุติปัญหาเอดส์ การรณรงค์ให้ประชาชนทั่วไป และคนที่มีพฤติกรรมเสี่ยงเกิดความตระหนักในการไปตรวจเอดส์ จึงสำคัญยิ่ง รวมถึงการจัดระบบบริการที่ให้คนเข้าถึงง่ายและอยากมาใช้บริการ ศาสตราจารย์นายแพทย์ประพันธ์ได้ยกตัวอย่างการดำเนินการของสภากาชาดไทยที่ไปพัฒนาศักยภาพขององค์กรชุมชนที่ทำงานกับกลุ่มชายที่มีเพศสัมพันธ์กับชายและสาวประเภทสอง ให้สามารถตรวจเอดส์และแนะนำการรักษาและป้องกันให้กับกลุ่มเพื่อนของเขาเอง ว่าเป็นตัวอย่างที่ดีในการเข้าถึงกลุ่มเหล่านี้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ช่วงแรกๆทุกคนคิดว่าการตรวจให้เจอเร็วและการให้รักษาผู้ติดเชื้อเร็วๆน่าจะหยุดยั้งการติดเชื้อรายใหม่ได้ แต่จากประสบการณ์ในหลายประเทศพบว่าไม่เป็นเช่นนั้น เพราะคนที่ตรวจแล้วไม่พบว่าติดเชื้อ แต่ยังมีพฤติกรรมเสี่ยงอยู่ก็อาจไปติดเชื้อขึ้นมาใหม่ และแพร่เชื้อให้คนไปอีกหลายๆคนกว่าจะมาตรวจรู้ในครั้งถัดไปทั้งๆที่มีความรู้ ความเข้าใจและอุปกรณ์การป้องกัน เช่นถุงยางอนามัย เป็นต้น ดังนั้น การให้อุปกรณ์เสริมในการป้องกันการติดเชื้อ เช่น เพร็พ แก่ผู้ที่ยังหยุดพฤติกรรมเสี่ยงไม่ได้ในวันเดียวกันกับที่เขามาตรวจแล้วไม่พบว่าติดเชื้อจึงมีความสำคัญมากในการป้องกันคนๆนั้นไม่ให้ติดเชื้อในโอกาสถัดมา ทำให้เขาไม่ติดเชื้อไปนานๆ  มีหลายรัฐในหลายประเทศทั่วโลก พบว่าการเพิ่มเพร็พเข้าไปในชุดป้องกัน (ถุงยางอนามัย และเข็มฉีดยาที่สะอาด) ร่วมกับการตรวจเร็ว รักษาเร็ว สามารถลดการติดเชื้อรายใหม่ในรัฐนั้นๆลงได้จนเกือบเป็นศูนย์ ทั้งนี้ก็ต้องมีมาตรการในการลดการตีตราและการรังเกียจผู้ติดเชื้อควบคู่ไปด้วย เพื่อเอื้อให้คนกล้ามาตรวจเลือด คนที่ติดเชื้อแล้วกล้าไปรับการรักษา และคนที่เสี่ยงจะได้กล้ากินยาเพร็พ

ทุกประเทศยุติเอดส์ได้แน่นอนภายในปี 2573 ถ้าทุกภาคส่วนเห็นถึงความจำเป็น เห็นถึงประโยชน์ และร่วมมือกันอย่างจริงจัง โดยเฉพาะอย่างยิ่งนโยบายจากภาครัฐ เพราะต้องการเงินที่จะต้องลงทุนในระยะแรก ยิ่งยุติได้เร็ว ยิ่งประหยัดงบประมาณในระยะยาว

ศาสตราจารย์กิตติคุณนายแพทย์ประพันธ์ ภานุภาค

ศูนย์วิจัยโรคเอดส์ สภากาชาดไทย

นวัตกรรมการให้บริการสุขภาพที่มีชุมชนเป็นผู้นำในการขับเคลื่อน (KPLHS)

                  

           ปัญหาภาวะทางสุขภาพของประชาชน มีความหลากหลายแตกต่างไปตามกลุ่มชุมชน ไม่ว่าจะเป็นชุมชนที่เกิดจากการรวมตัวกันตามแหล่งที่อยู่ หรือตามวิถีชีวิตทางสังคม เศรษฐานะ อาชีพ หรือเพศวิถี ดังนั้น การจัดรูปแบบบริการสุขภาพ แบบดั้งเดิมที่มีสถานพยาบาลเป็นศูนย์กลาง อาจไม่สามารถตอบสนองปัญหาภาวะทางสุขภาพของชุมชนต่างๆ เหล่านี้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ
         นวัตกรรมการให้บริการสุขภาพที่มีชุมชนเป็นผู้นำในการขับเคลื่อนบริการสุขภาพ (Community-Led Health Services) เป็นกลไกที่มีประสิทธิภาพในการตอบสนองต่อปัญหาภาวะทางสุขภาพของชุมชน โดยศูนย์วิจัยโรคเอดส์ สภากาชาดไทย ได้ใช้ภาวะสุขภาพด้านเอชไอวีเป็นต้นแบบในการพัฒนารูปแบบ Community-Led Health Services โดยมีชุมชนชายที่มีเพศสัมพันธ์กับชาย และสาวประเภทสอง ในกรุงเทพมหานคร เชียงใหม่ หาดใหญ่ และพัทยา เป็นผู้นำในการขับเคลื่อนบริการสุขภาพสำหรับชุมชนของตัวเอง และได้พิสูจน์แล้วว่าเป็นรูปแบบที่มีประสิทธิภาพในการทำให้เกิดการเข้าถึงการตรวจเอชไอวีได้รวดเร็ว ป้องกันได้รวดเร็ว และรักษาได้รวดเร็ว
         ในประเทศไทย ชุมชนชายที่มีเพศสัมพันธ์กับชาย และสาวประเภทสอง เป็นกลุ่มประชากรที่ได้รับผลกระทบหลัก (key populations) ในด้านเอชไอวี และได้ลุกขึ้นมาเป็นผู้นำในการค้นหาว่า หากจะจัดการกับปัญหาเอชไอวีและภาวะสุขภาพอื่นๆ ที่เฉพาะเจาะจงกับชุมชนของตัวเอง ได้แก่ โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ หรือการใช้ฮอร์โมนเพื่อการข้ามเพศ แล้ว บริการสุขภาพอะไรบ้างที่ “ชุมชนเองเห็นว่าจำเป็น (Need-based) จะต้องมี และเป็นที่ต้องการ (Demand-driven) ของชุมชน” เพื่อมาร่วมมือทำงานกับบุคลากรด้านสาธารณสุขและภาครัฐ ในการจัดให้เกิดบริการเหล่านี้ในลักษณะที่เป็นมิตรกับชุมชน เข้าถึงได้ทั้งในเชิงสถานที่และเวลาให้บริการ รวมถึงเป็นไปตามมาตรฐานสาธารณสุขของประเทศ โดยเราเรียกรูปแบบการทำงานนี้ว่า Key Population-Led Health Services หรือ KPLHS
          การทำงาน KPLHS นั้น เป็นการทำงานแบบสหสาขาวิชาชีพ มีส่วนร่วมของหลายภาคส่วนในรูปแบบประชารัฐ โดยมีกลุ่มประชากรที่ได้รับผลกระทบหลักเป็นแกนนำ เพื่อให้มั่นใจว่าจะเกิดรูปแบบบริการที่ยั่งยืน และส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงที่ชัดเจน (sustainable and high impact) ในระบบสาธารณสุขของประเทศไทย นอกจากด้านเอชไอวีแล้ว รูปแบบของ KPLHS ยังสามารถขยายและปรับใช้ให้เหมาะสมได้กับชุมชนอื่นๆ และภาวะสุขภาพอื่นๆ เช่น วัณโรค เบาหวาน ความดันโลหิตสูง และปัญหายาเสพติด เป็นต้น เพื่อที่ประเทศจะได้บรรลุเป้าหมายของการพัฒนาที่ยั่งยืนตามพันธสัญญาที่ทำไว้กับประชาคมโลกได้เร็วขึ้น

แพทย์หญิงนิตยา ภานุภาค พึ่งพาพงศ์
ศาสตราจารย์กิตติคุณ นายแพทย์ประพันธ์ ภานุภาค
ศูนย์วิจัยโรคเอดส์ สภากาชาดไทย
7 พฤศจิกายน 2560

โอกาสการพัฒนาศักยภาพองค์กรชุมชนด้านสาธารณสุข

ศาสตราจารย์กิตติคุณนายแพทย์ประพันธ์ ภานุภาค

ศูนย์วิจัยโรคเอดส์ สภากาชาดไทย

      องค์กรชุมชน หรือองค์กรพัฒนาเอกชน หรือบางคนนิยมเรียกว่า เอ็นจีโอ (Non-Governmental Organization, NGO) เป็นเครือข่ายองค์กรที่ไม่ใช่ภาครัฐ ที่ไม่ใช่ภาคธุรกิจเอกชน ซึ่งดำเนินการโดยภาคประชาชน หรือภาคประชาสังคม ที่อาศัยอยู่ตามท้องถิ่น หรือจังหวัดต่างๆ เพื่อดำเนินการ สนับสนุน หรือสอดส่องการดำเนินการของภาคอื่นๆ ทั้งภาครัฐและภาคธุรกิจเอกชน ที่มีผลกระทบต่อชีวิตความเป็นอยู่ของคนในท้องถิ่น ทั้งโดยทางตรงและทางอ้อม เพื่อพิทักษ์สิทธิ และผลประโยชน์ของชุมชน หรือผลประโยชน์ของกลุ่มประชากรที่เขาเป็นตัวแทนอยู่

  อ่านเพิ่มเติม

บทความ

คำถามยอดฮิต