HOT NEWS
: คลีนิคนิรนามงดให้บริการฉีดวัคซีนและตรวจมะเร็งปากมดลูก ในวันศุกร์ที่ 28 กันยายน 2561 ขออภัยในความไม่สะดวกมา ณ ที่นี้.

จะยุติเอดส์ได้หรือ ?

        หัวข้อการบรรยายหัวข้อแรกในการอบรม HIV Medicine ครั้งที่ 20 ที่จัดโดย HIV-NAT ศูนย์วิจัยโรคเอดส์ สภากาชาดไทย ในวันที่ 17 มกราคม 2561 คือเรื่อง “Can We End HIV?” ซึ่งบรรยายโดยศาสตราจารย์กิตติคุณนายแพทย์ประพันธ์ ภานุภาค

ศาสตราจารย์นายแพทย์ประพันธ์บอกกับผู้เข้าร่วมการอบรมอย่างมั่นใจว่าทุกประเทศในโลก ไม่ว่ารวยหรือจน สามารถจะยุติปัญหาเอดส์ในประเทศได้ ถ้าทุกภาคส่วนเอาจริง และร่วมมือกันอย่างขมักเขม่น เพราะเรารู้ว่าจะทำอย่างไรที่จะทำให้ผู้ติดเชื้อรายใหม่ลดลง และผู้เสียชีวิตลดลงจนเกือบเป็นศูนย์หรือไม่มีได้

วิธีการในการยุติปัญหาเอดส์เริ่มต้นที่การรักษาด้วยยาต้านไวรัสเอดส์ ผู้ติดเชื้อทั่วโลกในปัจจุบันสามารถเข้าถึงยาต้านไวรัสเอดส์ได้เกือบทุกคน ตั้งแต่วันแรกที่รู้ว่าติดเชื้อ โดยไม่ต้องรอให้ภูมิต้านทานต่ำลงก่อน หรือมีอาการก่อนเหมือนอย่างในอดีต หลังได้รับการรักษา คนที่ป่วยก็จะมีอาการดีขึ้น คนที่ยังไม่ป่วยก็จะไม่ป่วย และมีอายุยืนยาวเหมือนคนทั่วไป หรือพูดง่ายๆคือไม่มีคนตายจากเอดส์อีกแล้ว และเมื่อกินยาเกิน 6 เดือนขึ้นไป กว่าร้อยละ 95 ของผู้ติดเชื้อจะมีปริมาณเชื้อในเลือดและในน้ำคัดหลั่งต่างๆเหลือน้อยมาก หรือที่เรียกว่าตรวจไม่เจอ ปริมาณเชื้อน้อยๆก็จะไม่สามารถแพร่เชื้อต่อให้คนอื่นได้  โดยมีหลักฐานจากการศึกษาทั่วโลกพบว่าไม่พบมีคู่ของคนที่ติดเชื้อที่รักษาด้วยยาต้านไวรัสฯอย่างได้ผลเกิดการติดเชื้อขึ้นมาแม้เพียงคนเดียว ทั้งๆที่หลายคู่ก็ไม่ได้ใส่ถุงยางอนามัยทุกครั้งที่มีเพศสัมพันธ์กัน นำไปสู่สโลแกนที่โด่งดังทั่วโลกว่า “Undetectable = Untransmittable, U=U หรือ ไม่เจอ=ไม่แพร่”  ซึ่งมีส่วนในการลดการตีตราและรังเกียจผู้ติดเชื้อลงได้ระดับหนึ่ง

แต่ก่อนที่จะไปรับการรักษาด้วยยาต้านฯก็ต้องรู้ว่าติดเชื้อก่อน ดังนั้น การตรวจหาการติดเชื้อแต่เนิ่นๆก่อนที่เขาจะไปแพร่เชื้อให้กับคนอีกมากมายโดยไม่รู้ตัว จึงมีความสำคัญไม่ยิ่งหย่อนกว่าการรักษาในการที่จะยุติปัญหาเอดส์ การรณรงค์ให้ประชาชนทั่วไป และคนที่มีพฤติกรรมเสี่ยงเกิดความตระหนักในการไปตรวจเอดส์ จึงสำคัญยิ่ง รวมถึงการจัดระบบบริการที่ให้คนเข้าถึงง่ายและอยากมาใช้บริการ ศาสตราจารย์นายแพทย์ประพันธ์ได้ยกตัวอย่างการดำเนินการของสภากาชาดไทยที่ไปพัฒนาศักยภาพขององค์กรชุมชนที่ทำงานกับกลุ่มชายที่มีเพศสัมพันธ์กับชายและสาวประเภทสอง ให้สามารถตรวจเอดส์และแนะนำการรักษาและป้องกันให้กับกลุ่มเพื่อนของเขาเอง ว่าเป็นตัวอย่างที่ดีในการเข้าถึงกลุ่มเหล่านี้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ช่วงแรกๆทุกคนคิดว่าการตรวจให้เจอเร็วและการให้รักษาผู้ติดเชื้อเร็วๆน่าจะหยุดยั้งการติดเชื้อรายใหม่ได้ แต่จากประสบการณ์ในหลายประเทศพบว่าไม่เป็นเช่นนั้น เพราะคนที่ตรวจแล้วไม่พบว่าติดเชื้อ แต่ยังมีพฤติกรรมเสี่ยงอยู่ก็อาจไปติดเชื้อขึ้นมาใหม่ และแพร่เชื้อให้คนไปอีกหลายๆคนกว่าจะมาตรวจรู้ในครั้งถัดไปทั้งๆที่มีความรู้ ความเข้าใจและอุปกรณ์การป้องกัน เช่นถุงยางอนามัย เป็นต้น ดังนั้น การให้อุปกรณ์เสริมในการป้องกันการติดเชื้อ เช่น เพร็พ แก่ผู้ที่ยังหยุดพฤติกรรมเสี่ยงไม่ได้ในวันเดียวกันกับที่เขามาตรวจแล้วไม่พบว่าติดเชื้อจึงมีความสำคัญมากในการป้องกันคนๆนั้นไม่ให้ติดเชื้อในโอกาสถัดมา ทำให้เขาไม่ติดเชื้อไปนานๆ  มีหลายรัฐในหลายประเทศทั่วโลก พบว่าการเพิ่มเพร็พเข้าไปในชุดป้องกัน (ถุงยางอนามัย และเข็มฉีดยาที่สะอาด) ร่วมกับการตรวจเร็ว รักษาเร็ว สามารถลดการติดเชื้อรายใหม่ในรัฐนั้นๆลงได้จนเกือบเป็นศูนย์ ทั้งนี้ก็ต้องมีมาตรการในการลดการตีตราและการรังเกียจผู้ติดเชื้อควบคู่ไปด้วย เพื่อเอื้อให้คนกล้ามาตรวจเลือด คนที่ติดเชื้อแล้วกล้าไปรับการรักษา และคนที่เสี่ยงจะได้กล้ากินยาเพร็พ

ทุกประเทศยุติเอดส์ได้แน่นอนภายในปี 2573 ถ้าทุกภาคส่วนเห็นถึงความจำเป็น เห็นถึงประโยชน์ และร่วมมือกันอย่างจริงจัง โดยเฉพาะอย่างยิ่งนโยบายจากภาครัฐ เพราะต้องการเงินที่จะต้องลงทุนในระยะแรก ยิ่งยุติได้เร็ว ยิ่งประหยัดงบประมาณในระยะยาว

ศาสตราจารย์กิตติคุณนายแพทย์ประพันธ์ ภานุภาค

ศูนย์วิจัยโรคเอดส์ สภากาชาดไทย

บทความ

คำถามยอดฮิต