HOT NEWS

นวัตกรรมการให้บริการสุขภาพที่มีชุมชนเป็นผู้นำในการขับเคลื่อน (KPLHS)

                  

           ปัญหาภาวะทางสุขภาพของประชาชน มีความหลากหลายแตกต่างไปตามกลุ่มชุมชน ไม่ว่าจะเป็นชุมชนที่เกิดจากการรวมตัวกันตามแหล่งที่อยู่ หรือตามวิถีชีวิตทางสังคม เศรษฐานะ อาชีพ หรือเพศวิถี ดังนั้น การจัดรูปแบบบริการสุขภาพ แบบดั้งเดิมที่มีสถานพยาบาลเป็นศูนย์กลาง อาจไม่สามารถตอบสนองปัญหาภาวะทางสุขภาพของชุมชนต่างๆ เหล่านี้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ
         นวัตกรรมการให้บริการสุขภาพที่มีชุมชนเป็นผู้นำในการขับเคลื่อนบริการสุขภาพ (Community-Led Health Services) เป็นกลไกที่มีประสิทธิภาพในการตอบสนองต่อปัญหาภาวะทางสุขภาพของชุมชน โดยศูนย์วิจัยโรคเอดส์ สภากาชาดไทย ได้ใช้ภาวะสุขภาพด้านเอชไอวีเป็นต้นแบบในการพัฒนารูปแบบ Community-Led Health Services โดยมีชุมชนชายที่มีเพศสัมพันธ์กับชาย และสาวประเภทสอง ในกรุงเทพมหานคร เชียงใหม่ หาดใหญ่ และพัทยา เป็นผู้นำในการขับเคลื่อนบริการสุขภาพสำหรับชุมชนของตัวเอง และได้พิสูจน์แล้วว่าเป็นรูปแบบที่มีประสิทธิภาพในการทำให้เกิดการเข้าถึงการตรวจเอชไอวีได้รวดเร็ว ป้องกันได้รวดเร็ว และรักษาได้รวดเร็ว
         ในประเทศไทย ชุมชนชายที่มีเพศสัมพันธ์กับชาย และสาวประเภทสอง เป็นกลุ่มประชากรที่ได้รับผลกระทบหลัก (key populations) ในด้านเอชไอวี และได้ลุกขึ้นมาเป็นผู้นำในการค้นหาว่า หากจะจัดการกับปัญหาเอชไอวีและภาวะสุขภาพอื่นๆ ที่เฉพาะเจาะจงกับชุมชนของตัวเอง ได้แก่ โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ หรือการใช้ฮอร์โมนเพื่อการข้ามเพศ แล้ว บริการสุขภาพอะไรบ้างที่ “ชุมชนเองเห็นว่าจำเป็น (Need-based) จะต้องมี และเป็นที่ต้องการ (Demand-driven) ของชุมชน” เพื่อมาร่วมมือทำงานกับบุคลากรด้านสาธารณสุขและภาครัฐ ในการจัดให้เกิดบริการเหล่านี้ในลักษณะที่เป็นมิตรกับชุมชน เข้าถึงได้ทั้งในเชิงสถานที่และเวลาให้บริการ รวมถึงเป็นไปตามมาตรฐานสาธารณสุขของประเทศ โดยเราเรียกรูปแบบการทำงานนี้ว่า Key Population-Led Health Services หรือ KPLHS
          การทำงาน KPLHS นั้น เป็นการทำงานแบบสหสาขาวิชาชีพ มีส่วนร่วมของหลายภาคส่วนในรูปแบบประชารัฐ โดยมีกลุ่มประชากรที่ได้รับผลกระทบหลักเป็นแกนนำ เพื่อให้มั่นใจว่าจะเกิดรูปแบบบริการที่ยั่งยืน และส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงที่ชัดเจน (sustainable and high impact) ในระบบสาธารณสุขของประเทศไทย นอกจากด้านเอชไอวีแล้ว รูปแบบของ KPLHS ยังสามารถขยายและปรับใช้ให้เหมาะสมได้กับชุมชนอื่นๆ และภาวะสุขภาพอื่นๆ เช่น วัณโรค เบาหวาน ความดันโลหิตสูง และปัญหายาเสพติด เป็นต้น เพื่อที่ประเทศจะได้บรรลุเป้าหมายของการพัฒนาที่ยั่งยืนตามพันธสัญญาที่ทำไว้กับประชาคมโลกได้เร็วขึ้น

แพทย์หญิงนิตยา ภานุภาค พึ่งพาพงศ์
ศาสตราจารย์กิตติคุณ นายแพทย์ประพันธ์ ภานุภาค
ศูนย์วิจัยโรคเอดส์ สภากาชาดไทย
7 พฤศจิกายน 2560

ไม่เจอเท่ากับไม่แพร่

 

 

ไม่เจอเท่ากับไม่แพร่
(Undetectable = Untransmissable, U = U)

U = U (Undetectable = Untransmissable) หรือผู้ติดเชื้อที่กินยาต้านไวรัสเป็นอย่างดีจนตรวจไม่เจอเชื้อไวรัสในเลือดแล้ว จะไม่แพร่เชื้อให้กับใครได้ (ไม่เจอเท่ากับไม่แพร่) เป็นสโลแกนสำคัญในการประชุมเอดส์โลกที่กรุงปารีสเมื่อเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา เพราะมีหลายการศึกษาออกมาให้ผลสอดคล้องกันว่าถ้าใครที่ติดเชื้อ และเริ่มการรักษาด้วยยาต้านเชื้อเอชไอวีอย่างถูกต้องเกิน 6 เดือนขึ้นไป และมีปริมาณเชื้อเอชไอวีในเลือดเหลือน้อยกว่า 40-50 ตัว (ก๊อปปี้) ต่อหนึ่งซีซีของเลือด หรือที่เรียกกันว่า “ตรวจไม่เจอ” คนๆนั้นจะไม่แพร่เชื้อให้ใครได้อีกเลย โดยดูจากคู่นอนของผู้ติดเชื้อที่กินยาต้านไวรัสฯจนตรวจไม่เจอเชื้อแล้ว ทั้งที่เป็นคู่ชายกับหญิง หรือชายกับชาย ซึ่งไม่ติดเชื้อ (เรียกว่ามีผลเลือดต่าง) ทั่วโลกหลายหมื่นคู่ เป็นเวลาต่อเนื่องหลายปี ไม่พบว่ามีใครติดเชื้อเลยแม้เพียงคนเดียว ทั้งๆที่ในชีวิตจริง มีเพศสัมพันธ์โดยไม่ได้ใช้ถุงยางอนามัยป้องกันเลยรวมแล้วกว่าหมื่นครั้ง แม้แพทย์จะแนะนำให้ใส่ถุงยางทุกครั้งก็ตาม
แสดงว่าถ้าติดเชื้อ รักษาแล้วจนตรวจไม่เจอเชื้อ คนๆนั้นจะไม่แพร่เชื้อให้กับใคร หรือ “ไม่เจอเท่ากับไม่แพร่”
สอดคล้องกับที่เราเคยรู้กันมาก่อนหน้านี้ว่าการรักษาด้วยยาต้านไวรัสฯเป็นการป้องกันที่ดีที่สุด ที่เรียกว่า “Treatment is (the best) Prevention”
และสอดคล้องกับที่หลายประเทศทั่วโลกออกกฎหมายว่าผู้ติดเชื้อที่กินยาจนตรวจไม่เจอไวรัสในเลือด สามารถมีเพศสัมพันธ์โดยไม่ใส่ถุงยางอนามัยก็ได้โดยไม่ผิดกฎหมายอีกต่อไป ถ้าคู่นอนของเขารับทราบและยินยอม
ที่ผ่านมาแพทย์มักจะแนะนำผู้ติดเชื้อให้ใส่ถุงยางอนามัยทุกครั้งเวลามีเพศสัมพันธ์กับสามีหรือภรรยา ทั้งที่ติดเชื้อและไม่ติดเชื้อก็ตาม ตั้งแต่นี้ไป แพทย์คงไม่ต้องไปจู้จี้เรื่องนี้มากอีกแล้ว เพราะส่วนใหญ่คนไข้ตอบก็เพื่อเอาใจหมอไปอย่างนั้นเอง แต่ต้องมั่นใจว่าคนไข้กินยาต่อเนื่องตรงเวลา ถ้าขาดยาก็แปลว่าไม่ปลอดภัยแล้ว หรือต้องมั่นใจว่าคนไข้ไม่ต้องการจะคุมกำเนิด หรือตัวเองหรือคู่จะไม่ไปติดกามโรคมาจากการที่ไปมีเพศสัมพันธ์กับคนอื่นซึ่งอาจแพร่ต่อให้คู่นอนได้
ในเมื่อผู้ติดเชื้อที่ได้รับการรักษาถูกต้อง นอกจากจะแข็งแรง และมีอายุยืนยาวเหมือนกับคนอื่นทั่วไปแล้ว ยังไม่เป็นอันตรายกับใครทั้งโดยจงใจและไม่จงใจ แล้ว ยังมีเหตุผลอะไรอีกหรือที่คนรอบข้าง และสังคมจะยังรังเกียจผู้ติดเชื้อ กีดกันผู้ติดเชื้อไม่ให้เข้าทำงาน ไม่ยอมให้เรียน หรือบวชอยู่?
การตีตรา และการกีดกันผู้ติดเชื้อ น่าจะหมดไปจากสังคมได้แล้ว ถ้าทุกคนเข้าใจเรื่อง U = U
การตรวจเลือดเพื่อดูว่าติดเชื้อหรือไม่ก็สำคัญ เพราะถ้าไม่เคยตรวจ หรือไม่ได้ไปรีบตรวจหลังมีพฤติกรรมเสี่ยงมา ก็ไม่รู้ว่าติดเชื้อ ก็ไม่ได้ประโยชน์จากการรักษา และไม่ได้ประโยชน์จาก U = U
การรักษาด้วยยาต้านไวรัสเอดส์ก็สำคัญ โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้ายิ่งรักษาเร็ว ก็ยิ่งถึงจุดตรวจไม่เจอเร็ว และที่สำคัญคือต้องกินยาต่อเนื่องตรงเวลา จะได้ตรวจไม่เจอไปตลอด
ในกรณีที่ตรวจเลือดแล้ว ไม่เจอว่ามีการติดเชื้อ และสามารถประคับประคองตัวไม่ให้เสี่ยงต่อการติดเชื้อขึ้นได้ การตรวจไม่เจอว่าติดเชื้อ ก็คือไม่แพร่เชื้อเช่นกัน (เมื่อไม่ติดเชื้อ ก็ย่อมไม่แพร่เชื้อ ตรงไปตรงมา) แต่ถ้าไม่สามารถประคับประคองด้วยวิธีเดิมๆ เช่นใช้ถุงยางอนามัยทุกครั้งที่มีเพศสัมพันธ์ได้ ก็ต้องใช้ “เพร็พ” ซึ่งเป็นวิธีป้องกันเสริมที่ได้ผลเกือบร้อยเปอร์เซ็นต์อีกวิธีหนึ่งสำหรับผู้ที่ไม่ติดเชื้อแต่ยังมีพฤติกรรมเสี่ยงอยู่
คนที่ตรวจแล้วตรวจอีก ไม่พบว่าติดเชื้อ ไม่ว่าจะเป็นชายที่มีเพศสัมพันธ์กับชาย สาวประเภทสอง ผู้ติดยาเสพติดโดยการฉีด หรือเป็นพนักงานบริการ ก็ไม่น่าจะต้องถูกสังคมตีตราว่าเป็น “กลุ่มเสี่ยง” ถูกห้ามต่างๆนาๆ เช่นห้ามบริจาคโลหิต ห้ามบวช หรือห้ามเข้ารับราชการทหาร เป็นต้น

สรุป ไม่เจอเท่ากับไม่แพร่ (U = U) ไม่ว่าจะเป็นผู้ที่ติดเชื้อแล้ว หรือยังไม่ติดเชื้อก็ตาม
แต่สำหรับคนที่ไม่เคยไปตรวจเอดส์เลย จะมาเอาป้าย U = U ไปติดบนหน้าอกคงไม่ได้นะครับ

ศาสตราจารย์กิตติคุณ นายแพทย์ประพันธ์ ภานุภาค
ศูนย์วิจัยโรคเอดส์ สภากาชาดไทย
4 สิงหาคม 2560

 

โอกาสการพัฒนาศักยภาพองค์กรชุมชนด้านสาธารณสุข

ศาสตราจารย์กิตติคุณนายแพทย์ประพันธ์ ภานุภาค

ศูนย์วิจัยโรคเอดส์ สภากาชาดไทย

      องค์กรชุมชน หรือองค์กรพัฒนาเอกชน หรือบางคนนิยมเรียกว่า เอ็นจีโอ (Non-Governmental Organization, NGO) เป็นเครือข่ายองค์กรที่ไม่ใช่ภาครัฐ ที่ไม่ใช่ภาคธุรกิจเอกชน ซึ่งดำเนินการโดยภาคประชาชน หรือภาคประชาสังคม ที่อาศัยอยู่ตามท้องถิ่น หรือจังหวัดต่างๆ เพื่อดำเนินการ สนับสนุน หรือสอดส่องการดำเนินการของภาคอื่นๆ ทั้งภาครัฐและภาคธุรกิจเอกชน ที่มีผลกระทบต่อชีวิตความเป็นอยู่ของคนในท้องถิ่น ทั้งโดยทางตรงและทางอ้อม เพื่อพิทักษ์สิทธิ และผลประโยชน์ของชุมชน หรือผลประโยชน์ของกลุ่มประชากรที่เขาเป็นตัวแทนอยู่

  อ่านเพิ่มเติม

บทความ

บริจาคเงินออนไลน์

บริจาคขั้นต่ำ 100 บาท กรุณาใส่ชื่อ-นามสกุล ที่อยู่ เบอร์โทรศัพท์ เพื่อดำเนินการออกใบเสร็จลดหย่อนภาษี
Payment in Terms of
Thai Baht U.S. Dollar

คำถามยอดฮิต